การทำงานของ Gen Z ที่มากกว่าการรับเงินเดือนและโบนัสเท่านั้น

การทำงานของ Gen Z ที่มากกว่าการรับเงินเดือนและโบนัสเท่านั้น

คนทำงานในแต่ละรุ่นมักจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดและขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี รวมไปถึง ฟรีแลนซ์ ที่ต้องเข้ามาเสริมศักยภาพให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนกันอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีกลุ่มคนหลากหลายแบบด้วยกัน โดยรุ่นต่อจากนี้จะเริ่มอยู่ในช่วงของ Gen Z แล้วที่มีจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายปลายทางในการทำงานจะแตกต่างออกไปจาก Gen ก่อนหน้าไปบ้าง จะมีอะไรไปดูกันเลย

เวลาทำงานยืดหยุ่น

เทรนด์ลดชั่วโมงการทำงาน เพื่อเน้นประสิทธิภาพของงานมากขึ้น กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ หลายท่านคงได้ยินข่าวบริษัทไมโครซอฟต์ ประเทศญี่ปุ่น ที่ทดลองให้พนักงานทำงาน 4 วัน ต่อสัปดาห์ ผลปรากฏว่ายอดขายของพนักงานเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่พนักงานยังทำงาน 5 วันตามปกติ ซึ่งเทรนด์นี้ก็ตรงกับความต้องการของ Gen Z ที่มองหา Work Life Balance หรือสร้างสมดุลในชีวิตและงาน ต้องเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่บางส่วนไม่ได้มีแค่งานหลักเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีงาน เสริมอื่นๆ ที่อาจจะมากกว่ารายได้หลักด้วยซ้ำไป เช่น ขายของออนไลน์ หรือบางคนอาจจะเป็น Blogger หรือ Vloger เขาจึงมองหาการทำงานที่มีเวลายืดหยุ่น ไม่จำกัดว่าต้องเข้างาน 9 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็นเป๊ะ แต่เน้นคุณภาพงานที่ทำมากกว่าชั่วโมงงานที่มากเกินความจำเป็น


Remote Working

Remote Working คือการทำงานที่ใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับส่งงาน สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องมาเจอหน้ากันในออฟฟิศ ซึ่งก็สอดรับกับเทรนด์ co-working space ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ประโยชน์ของการทำงานนอกสถานที่ทำให้มีความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวหรืออยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าเดินทาง ค่าแต่งตัว หรือค่าอาหาร อีกทั้งยังเพิ่มแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ไม่รู้สึกจำเจกับการทำงานในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ซึ่งปัจจุบันอาชีพที่สามารถทำงานได้จากระยะไกลไม่จำกัดแค่การเป็น freelance อีกต่อไป แต่สายอาชีพเฉพาะอย่าง content writer, graphic designer, translator หรือที่ปรึกษาการตลาดหรือกฎหมาย ก็ทำได้เช่นกัน

เวิร์กช็อปเพิ่มความรู้

ไม่เพียงแต่สถานที่และเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นเท่านั้นที่พนักงานต้องการ ด้วยลักษณะนิสัยคน Gen Z ที่ชอบอัปเดตเทรนด์ตลอดเวลา จึงสนุกการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ องค์กรไหนที่มีเวิร์กช็อป ศึกษาดูงาน จัดอบรม เพื่อเพิ่มทักษะในการทำงานให้พนักงาน จะช่วยมัดใจพนักงานลดอัตราการลาออกได้ เพราะพนักงานจะรู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญ และพวกเขาก็ได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับงานของตัวเอง ได้ประโยชน์แบบวินวินทั้งคู่


เปิดพื้นที่แสดงออกความสามารถ

Gen Z ต้องการองค์กรที่มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น เปิดกว้างและรับฟังความเห็นต่าง หยิบยื่นโอกาสให้โชว์ศักยภาพการทำงานแม้จะเป็นน้องใหม่ พิจารณาผลงานจากฝีมือจริง ๆ ไม่ใช่ตามระบบอาวุโส เพื่อให้พวกเขาได้ปล่อย “ของ” กันอย่างเต็มที่ บางองค์กรเมื่อถึงเวลาทำงานแคมเปญโฆษณา ได้เลือกใช้วิธีให้พนักงานทำผลงานประกวดกัน ใครชนะก็ได้รางวัลและผลงานได้รับเลือกให้เสนองานลูกค้า นอกจากผลตอบแทนที่พนักงานจะได้รับ ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ในองค์กร ลดช่องว่างระหว่างวัยในการทำงานด้วย


ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี

ชาว Gen Z มักจะถูกใจองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร เพราะเป็นตัว “ เร่ง” การทำงานให้สะดวกรวดเร็วขึ้น ถ้าองค์กรไหนออกแบบแอปพลิเคชั่นให้พนักงานสามารถทำงานบนระบบออนไลน์ได้แม้อยู่นอกออฟฟิศ ลดงานเอกสารลง ใช้ทรัพยากรกระดาษให้น้อยที่สุดให้อยู่ในรูปแบบของ ดิจิทัล หรือการประชุมแบบ video conference ที่ประหยัดค่าเดินทางและเวลา ก็จะดึงดูดให้ชาว Gen Z อยากร่วมงานด้วยได้ไม่ยาก


จะเห็นว่าสิ่งที่หนุ่มสาว Gen Z กับการทำงาน ในองค์กรนั้นไม่ใช่แค่รูปแบบตัวเงินที่ชวนให้ตาลุกวาวอย่างเดียว แต่คือคุณภาพชีวิตที่องค์กรหยิบยื่นให้พนักงาน สวัสดิการที่ได้รับเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจให้อยากเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนได้ว่าองค์กรให้ความสำคัญกับพนักงานมากแค่ไหน ส่วนหนึ่งที่ทำให้งานมีคุณภาพก็มาจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อคนทำงาน ให้มีสมดุลชีวิตที่ดี เมื่อพนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จะเป็นแรงผลักดันให้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพเช่นกัน