ลงรูปผิดชีวิตเปลี่ยน สมัครงานทั้งทีใช้รูปแบบไหนมาดูกันเลย

หากพูดถึงรูปถ่ายสมัครงาน ฟังดูไม่น่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้ผู้หางานไม่ได้งานเลยนะคะ ถ้าเป็นสมัยก่อนที่ยังไม่มีกล้องดิจิทัล เราก็เข้าร้านถ่ายรูป บอกเขาว่ามาถ่ายรูปติดบัตร เท่านี้เราก็จะได้รูปถ่ายสมัครงานทั่วไปหรือ ฟรีแลนซ์ มาแล้ว แต่ในปัจจุบันที่ทุกคนสามารถถ่ายรูปเองกันอย่างง่ายดาย ทำให้คนจำนวนไม่น้อย คิดว่ารูปถ่ายสมัครงานก็คงเหมือนกับรูปที่อัพขึ้น Social Network กันอยู่ทุกวัน จึงนำรูปถ่ายเล่น ๆ เหล่านั้นมาใช้ในการสมัครงานด้วย ซึ่งปัญหารูปถ่ายไม่เหมาะสมนี้มีให้พบหลากหลายรูปแบบ ไม่เฉพาะในเด็กจบใหม่ แม้แต่ในระดับผู้จัดการก็ยังมีให้เห็น ลงรูปผิดชีวิตเปลี่ยน สมัครงานทั้งทีใช้รูปแบบไหนมาดูกันเลย ก่อนอื่นขอพูดถึงรูปถ่ายที่เหมาะสมก่อนนะคะ ผู้หางานต้องเข้าใจว่า วัตถุประสงค์ของการหางานคืออะไร เราหางานก็เพื่อให้ได้งาน และการที่นายจ้างจะไว้วางใจให้เราทำงานได้นั้น เราต้องมีทักษะ ความสามารถ คุณสมบัติตรงกับที่เขาต้องการ และที่ขาดไม่ได้คือ “ความน่าเชื่อ” แม้เราจะมีประสบการณ์มาอย่างโชกโชน มีความสามารถรอบด้าน แต่อาจมาตกม้าตาย เพราะขาด “กาลเทศะ“ ก็ได้ จุดนี้ทำให้เราขาดความน่าเชื่อถือ และดูไม่เป็นมืออาชีพ ดังนั้น โปรดจำไว้ว่า รูปถ่ายที่ดูเป็นทางการยังคงจำเป็นเสมอในการสมัครงาน มาดูกันว่ารูปถ่ายที่เหมาะสมเป็นอย่างไร รูปถ่ายหน้าตรง ในลักษณะรูปติดบัตร อมยิ้มได้เล็กน้อย เสื้อสูท หรือเสื้อสุภาพ หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ให้ใส่ชุดครุย รูปที่เหมือนตัวจริงมากที่สุด ไม่จำเป็นต้องรีทัชจนไม่เหลือเค้าความจริง ส่วนวิธีการที่ง่ายและประหยัดที่สุดคือ ถ่ายรูปเอง ไม่ใช่ยืดแขนออกไปถ่าย เหมือนที่จะอัพขึ้น Instagram นะคะ หมายถึงให้เพื่อนหรือใครถ่ายให้ก็ได้ โดยคุณยืนตัวตรง หน้าตรง ให้ด้านหลังเป็นผนังห้องสีฟ้าหรือขาว แขนแนบลำตัว ถ่ายแค่ท่อนบนพอนะคะ ไม่ต้องถ่ายเต็มตัว แล้วเข้า Photoshop จัดการ Resize ให้ไฟล์มีขนาดไม่เกิน 2M รูปแบบไฟล์ .jpg/.jpeg/.jpe/.gif เพื่อแนบในเรซูเม่ออนไลน์ หากต้องการพริ้นท์ออกมาใช้แนบกับใบสมัครงานใน วันสัมภาษณ์งาน ให้ Resize เป็นขนาด 3 x 4 เซนติเมตร วางลงบนกระดาษขนาด 4 x…

ควรเตรียมตัวอย่างไรดี เมื่อนักศึกษาอย่างเราว่างงาน

ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่นอกจากไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานแล้ว ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากช่วงจังหวะและโอกาส ถึงบางครั้งจะรับจ็อบเป็น ฟรีแลนซ์ บ้างก็ตาม บางคนจบมาไม่นานก็สามารถหางานได้แล้ว ควรเตรียมตัวอย่างไรดี ในขณะที่เด็กจบใหม่บางกลุ่มยังคงวุ่นวายอยู่กับการเขียนเรซูเม่สมัครงานกันอยู่ นักศึกษาจบใหม่ตัดปัญหาการแข่งขันในตลาดแรงงานด้วยการเรียนปริญญาโทต่อทันที เพราะคิดว่าการมีวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้นจะทำให้ได้เปรียบมากขึ้นในการสมัครงาน โดยลืมไปว่า “ประสบการณ์การทำงาน” ต่างหากที่เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการหางาน ยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าไรยิ่งได้เปรียบ แต่การหางานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นมือใหม่ในการสมัครงานด้วยแล้ว ควรเตรียมตัวอย่างไรดี เมื่อนักศึกษาอย่างเราว่างงาน เด็กจบใหม่ที่กำลังเริ่มหางาน หากรู้สึกว่าไม่ว่าจะพยายามขนาดไหน ก็ยังไม่ได้งานทำสักที ให้ลองหยุดการหางานนั้นไว้สักพักก่อน บางครั้งการต้องตกอยู่ในภาวะว่างงานก็ไม่เลวร้ายเสมอไป หากเราเตรียมรับมือกับสถานการณ์นั้นให้ดี เด็กจบใหม่ที่ไม่มีวี่แววว่าจะได้งานทำเสียที ก็อาจจะได้งานดีที่ถูกใจได้อย่างไม่ยากเย็น เด็กจบใหม่ที่ว่างงานควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการได้งานทำ อีกทั้งไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ 1. เตรียมข้อมูลก่อนสมัครงาน เด็กจบใหม่ที่กำลังว่างงานจะมีเวลามากขึ้นในการเตรียมตัวสมัครงาน หากเป็นไปได้ ให้ลองกลับมาทบทวนดูว่าเราติดขัดหรือมีปัญหาที่ตรงไหน ทำไมเราจึงไม่ได้งานทำเสียที แล้วมีสาเหตุใดบ้างที่ทำให้เราพลาดตำแหน่งงานที่ต้องการไปได้ จากนั้นให้เตรียมอัพเดทเรซูเม่ให้น่าสนใจกว่าเดิม พร้อมทั้งศึกษาความต้องการของตลาดแรงงาน กำหนดทิศทางการสมัครงานให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ใช้เวลาตอนว่างงานให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยการเตรียมข้อมูลให้พร้อมทุกด้าน ก่อนเริ่มต้นสมัครงานอีกครั้งหนึ่ง 2. หางานฟรีแลนซ์ทำ การว่างงานไม่ได้หมายความว่าเราต้องอยู่บ้านเฉย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร แต่เด็กจบใหม่ที่ว่างงานสามารถเพิ่มโอกาสให้กับตัวเองได้ ด้วยการทำงานฟรีแลนซ์ หรือหางานพาร์ทไทม์ทำ ประโยชน์อย่างแรก คือ เราจะลดความกดดันที่พลาดงานลงไปได้บ้าง และในขณะเดียวกัน เรายังคงสร้างรายได้ส่วนหนึ่งให้กับตัวเอง เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการสมัครงานต่อไปได้ อีกทั้งการทำงานฟรีแลนซ์ยังช่วยให้เราพัฒนาตัวเอง ทั้งในแง่ของศักยภาพในการทำงาน การได้กลุ่มเพื่อนใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้ทำงานของเราด้วย การเริ่มต้นหางานฟรีแลนซ์นั้นอาจจะยาก แต่ถ้าหากได้งานชิ้นแรกแล้ว งานชิ้นต่อ ๆ ไปก็จะง่ายขึ้น จนอาจจะลืมเรื่องการหางานประจำไปเลยก็ได้ 3. เสริมทักษะการทำงาน บางครั้งเราก็อาจจะรู้สึกว่าปัญหาหนึ่งที่ทำให้เราไม่ได้งาน เพราะเราขาดทักษะการทำงานบางอย่าง ทักษะซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ เช่น เราต้องการสมัครงานไอทีในบริษัทต่างชาติ แต่เราพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดี หรืออาจจะพูดไม่ได้เลย เราก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่าเราจะต้องรีบเสริมความรู้ให้กับตัวเองอย่างเร่งด่วน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ตำแหน่งงานที่เคยคาดหวังไว้ก็คงเป็นได้แค่ความฝัน เด็กจบใหม่ที่ว่างงานคือคนที่มีเวลาว่าง ควรรีบมองหาแนวทางในการพัฒนาตัวเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะด้วยการลงเรียนเสริมความรู้ เสริมทักษะในการทำงานให้มีมากขึ้น หรือขอเข้าไปฝึกงานในบริษัทที่สนใจ…

การให้คือสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งให้ยิ่งได้รับ จากการสร้างความสุข

ทุกวันนี้คำว่า “ความยั่งยืน” เป็นคำที่ทุก ๆ คนให้ความสนใจ แม้แต่องค์กรเองก็ต้องดำเนินงานอย่างยั่งยืน และหนึ่งในความยั่งยืนขององค์กรก็คือการให้ความสำคัญกับพนักงานอันเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งขององค์กร ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างมีความสุขของพนักงานและ ฟรีแลนซ์ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน การสร้างสุขให้พนักงานที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ นั้น แต่เรื่องเล็ก ๆ ที่ว่าก็ไม่อาจมองข้ามไปได้อย่างแน่นอน เพราะนำไปสู่เรื่องใหญ่ ๆ ได้อีกมากมาย หากพนักงานหนึ่งคนเชื่อว่าองค์กรให้ความสำคัญกับตัวเขาในฐานะทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่ลูกจ้าง ทำงานเพียงแค่แลกเงินเดือนไปวัน ๆ พนักงานย่อมเกิดความผูกพันกับองค์กร มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่งผลให้อยากสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้องค์กรอยู่เสมอ หลังจากนั้นก็คือผลลัพธ์ที่เป็นแรงสะท้อนกลับด้านบวกสู่องค์กรในลักษณะที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ” นั่นเอง การให้คือสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งให้ยิ่งได้รับ จากการสร้างความสุข มีตัวอย่างผลงานศึกษาของนักจิตวิทยาระดับโลก เช่น Sonja Lyubomirsky, Laura King และ Ed Diener ที่ได้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างมนุษย์เงินเดือนจำนวน 275,000 คนทั่วโลก พบว่าความสุขเป็นปัจจัยหลักที่นำให้พวกเขาได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีการสร้างผลงาน มีสุขภาพที่ดี มีอายุยืน มีสัมพันธภาพที่ดี มีสังคมที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์และพลังชีวิต เรียกได้ว่าเมื่อเกิดความสุขก็ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ของความสำเร็จ นอกจากนี้ บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังอย่าง Gallup ยังได้ทำการสำรวจเรื่องผลลัพธ์ของการที่พนักงานมีความผูกพันกับองค์กร และค้นพบว่าหน่วยงานธุรกิจที่มีพนักงานที่มีความผูกพันในระดับสูงสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่าหน่วยงานที่พนักงานมีความผูกพันในระดับต่ำกว่า สรุปก็คือถ้าองค์กรและพนักงานต้องการความสำเร็จ องค์กรก็ต้องมีพนักงานที่ทำงานได้อย่างมีความสุข jobsDB มีเคล็ดลับดี ๆ มาแบ่งปัน เกี่ยวกับการสร้างสุขให้พนักงาน ให้องค์กรต่าง ๆ ได้ลองนำไปปรับใช้ได้ในทุก ๆ วันของการทำงาน สร้างแบบอย่างของความสุข รอยยิ้มคือการเริ่มต้นที่ดีเสมอ เริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเราเอง ยิ้ม มองโลกแง่บวก และทำให้ตัวเองมีความสุข เพราะความเครียดและความวิตกกังวลเป็นพลังด้านลบที่ส่งผลให้บรรยากาศในที่ทำงานปราศจากความสุข ยิ่งทุกคนปล่อยพลังด้านลบนี้ใส่กันอยู่เสมอ ก็จะยิ่งส่งผลให้คนทำงานอ่อนล้าและไม่มีความสุขมากขึ้น หากต้องการให้ที่ทำงานมีบรรยากาศแห่งความสุขและงานเดินหน้าได้อย่างมีพลัง ก็ต้องสร้างแบบอย่างของคนทำงานอย่างมีความสุขให้เกิดขึ้นจริง…

พนักงานแบบไหนที่นายชอบ บอกได้เลยว่ากดไลค์กันรัวๆ

หลายคนคงเคยเจอกับลูกน้องที่อิดออด ทำนู่นนิดนี่หน่อยแล้วบ่น ทำไม่ได้ ไม่รู้จะแก้ไขปัญหายังไงดี และสุดท้ายงานเหลวไม่เป็นท่า บอกเลยว่าพนักงานหรือ ฟรีแลนซ์ แบบนี้หัวหน้าคุณไม่ชอบแน่นอน วันนี้เลยมีเทคนิคมาบอกให้คุณเป็น พนักงานแบบไหนที่นายชอบ บอกได้เลยว่ากดไลค์กันรัวๆ แน่นอน ซึ่งวิธีเหล่านี้แนะนำให้เอาไปดูและปรับปรุงตัวเองอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เป็นนิสัยที่ดีแก่ตนเองและเพื่อนร่วมงานด้วย ไม่ได้หวังแต่เพียงให้หัวหน้างานชอบเท่านั้น เอาละเกิ่นมาเยอะแล้วไปดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง พนักงานแบบไหนที่นายชอบ บอกได้เลยว่ากดไลค์กันรัวๆ 1. ลูกน้องที่ดีต้องคิดบวก – อย่ากลัวการถูกมองว่าเป็นคนโลกสวย เพราะการคิดบวกนั้นจะทำให้คุณสามารถเผชิญหน้ากับปัญหา สามารถรับมือกับงานยาก ๆ ได้อย่างสบาย เพราะคนคิดบวกจะเลือกมองด้านที่ดีและไม่นำเรื่องแย่ ๆ มาบั่นทอนทำให้ศักยภาพในการทำงานลดลง ดังนั้นคุณต้องหัดสร้างกำลังใจให้ตัวเอง หัดคิดบวกให้เป็นนิสัยซะตั้งแต่ตอนนี้เลย 2. มีความรับผิดชอบสูง – เรื่องความรับผิดชอบดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติต้น ๆ ของคนทำงาน ดังนั้นคุณคิดดูสิว่าถ้าลูกน้องคนไหนเปิดตัวด้วยการปล่อยปะละเลยงาน แล้วจะมีหัวหน้าคนไหนปลื้มลง ฉะนั้นหากได้รับมอบหมายงานอย่างใดอย่างหนึ่งคุณควรรับผิดชอบได้ด้วยตัวเอง ทำงานโดยไม่ต้องให้หัวหน้ามาคอยควบคุมหรือจ้ำจี้จ้ำไช แบบนี้ยังไงหัวหน้าก็กดไลค์แน่นอน 3. มีวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดี – พึงระลึกไว้เสมอว่าบริษัทจ้างเรามาเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่มาสร้างปัญหาเพิ่ม ดังนั้นประเภทที่ว่า เรื่องนี้ทำไม่ได้ อันนี้มันยากเกินไปใครจะไปคิดออก แบบนี้กองไว้ที่บ้านเลยค่ะ เพราะหากคุณก้าวเข้ามาในออฟฟิศแล้ว ไม่ว่างานจะยากและซับซ้อนขนาดไหน มันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องรับมือและแก้ไขให้มันเสร็จลุล่วงไปให้ได้ด้วยตัวของคุณเอง 4. ลูกน้องที่มีความสามารถหลากหลาย – ข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่เสมือนเป็นของแถมนะคะ จริงอยู่ว่าคนเราควรมีความถนัดเฉพาะด้าน บริษัทเลือกเราเข้ามาทำงานเพราะเรามีความสามารถในด้านที่เขาต้องการ แต่หากเรามีความรู้รอบตัวด้านอื่น ๆ ด้วยนั่นเสมือนเป็นของแถมให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของคุณคะมันเหมือนกับไปซื้อคอมพิวเตอร์แล้วแถมเครื่องปริ้นท์ยังไงละคะ 5. ทำงานเป็นทีมได้ดี – คนเก่งไม่ใช่คนที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนที่รู้วิธีทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย หัวหน้าคงไม่ปลื้มแน่ ๆ ถ้าลูกน้องของเขาไม่สามารถเข้ากับทีมงานคนอื่น ๆ ได้เลย เพราะมันหมายความว่านอกจากเขาจะต้องเครียดเรื่องงานแล้ว เขายังต้องมานั่งคิดว่าจะจัดการให้คุณทำงานร่วมกับทีมอย่างราบรื่นได้อย่างไรอีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่อยากให้หัวหน้าปวดหัว หัดปรับตัวให้เข้ากับทีมเวิร์คด้วยนะจ๊ะ 6. มีวินัย –  ถ้าระเบียบคือกฎของบริษัท ดังนั้นวินัยก็เหมือนกับกฎส่วนตัวที่เราตั้งให้กับตัวเอง เช่น เราควรสร้างวินัยในเรื่องการไปทำงานให้ตรงเวลา สร้างวินัยในการกำหนดการส่งงานหรือว่าเดทไลน์ของตัวเอง…

เตรียมตัวหางานใหม่ คิดดีหรือยังถามใจตัวเองดูดีๆ

การเปลี่ยนงานใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเปลี่ยนกันได้ทันทีที่ต้องการอย่างน้อยต้อง เตรียมตัวหางานใหม่ เป็นอันดับแรกๆ หากออกไปทั้งที่ไม่มีงานรองรับค่อนข้างอันตรายกับภาระและรายจ่ายที่ต้องแบกรับอยู่ นอกจากพนังงานออฟฟิสที่ทำงานนั่งโต๊ะยังรวมไปถึง ฟรีแลนซ์ ที่รับจ้างงานทุกวันด้วยไม่ใช่เพียงแค่นั้นการเปลี่ยนงานใหม่เมื่ออายุมากขึ้นข้อจำกัดก็ยิ่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน ฉะนั้นการเปลี่ยนงานในแต่ละครั้งมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและคนรอบข้างมากพอสมควร ทั้งยังเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงทางการงานอีกด้วย หากทำงานอยู่ที่เดิมนานๆ อาจได้เลื่อนตำแหน่งหรือเงินเดือนเพิ่ม แต่ทั้งนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้การทำงานดีหรือแย่นั่นเอง เตรียมตัวหางานใหม่ คิดดีหรือยังถามใจตัวเองดูดีๆ เราชอบงานใหม่มากกว่างานเก่าจริงหรือ? นี่เป็นสิ่งแรกที่อยากให้คุณทบทวน นี่เป็นคำถามที่คุณต้องพินิจให้ดีเลยละว่า การที่คุณจะเปลี่ยนงานนั้น เพราะคุณเบื่องาน เบื่อคน หรือว่าเบื่ออะไร เพราะหลายคนเปลี่ยนงานเพียงเพราะแค่เบื่อหรือแค่หนีปัญหาจากที่ทำงานเก่า ถ้าคุณเปลี่ยนงานเพราะเหตุผลเหล่านี้ บอกเลยค่ะ ว่านั่นคือสิ่งที่จะทำให้คุณจะล้มเหลวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะทุกที่ล้วนมีปัญหา มันจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่วิ่งหนีปัญหาไปเรื่อย ๆ ทางที่ดี คุณควรเปลี่ยนงาน ด้วยเหตุผลที่ว่า งานใหม่ท้าทายกว่า งานใหม่ใช่กว่า ชอบกว่า ตรงใจกว่า แบบนี้มันจะทำให้คุณมีพลัง มีไฟ ที่จะทำงานแบบไม่มีที่สิ้นสุดเลยละ เตรียมตัวเปิดใจรับงานใหม่ รับกับสไตล์เจ้านายที่เปลี่ยน เมื่อมั่นใจแล้วว่าคุณจะไปที่ใหม่แน่ ๆ คุณก็ต้องเตรียมเปิดใจรับกับสไตล์การทำงานของเจ้านายหรือหัวหน้าคนใหม่ของคุณด้วย อันนี้สำคัญมาก ๆ เพราะหลังจากที่คุณคิดแล้วคิดอีกว่างานใหม่ใช่จริงหรือ แล้วต่อให้คำตอบจะใช่ คุณตัดสินใจจะเปลี่ยน แต่คุณลืมที่จะเปิดใจให้กับ สไตล์การทำงานของที่ใหม่นั้นจบเลยนะคะ เพราะคุณไม่รู้หรอกว่า วัฒนธรรมองค์กรที่คุณกำลังจะเข้าไปเจอนั้นจะแตกต่างจากสิ่งที่คุณเคยเจอมาอย่างไรบ้าง สไตล์การสั่งงานของเจ้านายอาจจะผิดไปจากเดิมที่คุณเคยพบ บางคนเคยเจอเจ้านายที่สั่งงานแบบนุ่ม ๆ อ่อนหวาน แต่ที่ใหม่ เจอเจ้านายที่กระฉับกระเฉง รวดเร็ว พูดจาห้วน ๆ ก็อาจจะช็อคถ้าคุณไม่ได้เตรียมใจมาก่อน ดังนั้น เตรียมตัวและเตรียมใจ นอกจากจะเปลี่ยนงาน คุณอาจจะต้องเปลี่ยนสไตล์การทำงานให้เข้ากับนายใหม่ของคุณด้วยนะคะ เตรียมตัวเปิดรับสังคมใหม่ ๆ เปลี่ยนงาน เปลี่ยนเจ้านายหรือหัวหน้า และแน่นอน เปลี่ยนสังคม ดังนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณต้องเตรียมตัวก็คือ เตรียมเปิดรับสังคมใหม่ เพราะต้องยอมรับว่า สังคมในที่ทำงานนั้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้เรามีพลังในการสร้างงาน ถ้าเราสามารถปรับตัวให้เข้ากับคนในสังคมที่ทำงานได้เร็ว นั่นถือเป็นความโชคดีอันดับต้น ๆ เราไม่ได้บอกให้คุณเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเหมือนคนอื่นจนสูญเสียความเป็นคุณ แต่การปรับบางอย่างเพื่อให้ลงล็อคนั้นก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร เช่น ลองดูว่าเพื่อนร่วมงานทานข้าวกันที่ไหน ถ้าคุณไม่ลำบากเกินไป…

สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรไม่ให้แป๊ก

เชื่อเลยว่าหลายคนต้องเจอการสัมภาษณ์งานมามาก ถึงจะเจอมาเยอะเรื่องการสัมภาษณ์งานแต่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถึงจะเป็นภาษาไทย หากยังต้องมาถูก สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อีกคงยิ่งทำให้เกิดอาการทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่ากันเข้าไปใหญ่ ที่พูดถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่อาชีพทั่วไปอย่าง พนักงานออฟฟิส (Officer), ผู้จัดการแผนก (Manager) เท่านั้นยังรวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ (Freelance) ที่ต้องทดสอบตัวเองก่อนเข้ารับงานต่างๆ ด้วย คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากระหว่างที่นั่งในห้องสัมภาษณ์งานแล้วเกิดฟังคำถามไม่เข้าใจขึ้นมา จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันอย่างไรดีไม่ให้งานเข้า ไม่งั้นอาจชวดงานที่จะได้รับก็เป็นได้นะ ทีนี้มาลองดูกันว่าจะทำยังไงให้เราสามารถตอบคำถามได้ดีและมีโอกาสได้รับงานมากขึ้นกันนะ สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรไม่ให้แป๊ก ตั้งสติกลับมาให้ได้ – เมื่อฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะตอบว่าอะไร เป็นเรื่องธรรมดาที่ระดับความเครียดจะพุ่งสูงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว คุณจะเริ่มหายใจถี่ขึ้น หัวใจเต้นแรง รู้สึกเหมือนทำอะไรไม่ถูก อย่าปล่อยให้มันเข้าครอบงำคุณ ไม่เช่นนั้นการสัมภาษณ์งานที่เหลือย่อมไม่จบลงด้วยดีเป็นแน่ พยายามหายใจเข้าให้ลึก ให้กำลังใจตัวเอง คิดว่าเราต้องทำได้ และต้องทำให้เร็วด้วย อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานกับความเงียบงัน พยายามปะติดปะต่อ – ณ จุดนี้ การเตรียมตัวของคุณจะมีส่วนช่วยได้มาก หากคุณมีการซักซ้อมมาว่าประโยคที่น่าจะถูกตั้งคำถามในห้องสัมภาษณ์มีอะไรบ้าง แม้จะแปลไม่ออกทั้งหมด แต่คุณน่าจะฟังคำบางคำออกพอให้เดาความหมายได้บ้าง ลองคิดทบทวนอย่างรวดเร็วถึงคำถามที่คุณเคยอ่านผ่านมาตอนเตรียมตัวและคำถามอื่นที่เพิ่งถูกสัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้เพื่อดูบริบทและช่วยในการคาดเดาคำถามต่อไป จากนั้นลองเรียบเรียงประโยคใหม่ตามความเข้าใจของคุณเพื่อถามกลับไปว่านี่คือสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการถามหรือไม่ หากตอบว่าใช่ คุณก็สามารถตอบคำถามตามที่เตรียมตัวมาได้ทันที แต่หากไม่ใช่ เขาย่อมทวนคำถามให้คุณฟังอีกรอบ และนั่นจะเป็นโอกาสให้คุณได้พยายามทำความเข้าใจอีกครั้ง บอกไปตามตรง – เมื่อสุดท้ายแล้ว สมองยังว่างเปล่า ฝ่ายผู้สัมภาษณ์ก็มองด้วยสายตากดดันเหลือเกิน แทนที่จะปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องสัมภาษณ์ อาจเป็นการดีกว่าที่คุณจะบอกไปตามตรงว่าคุณไม่เข้าใจคำถาม และขอให้ผู้สัมภาษณ์ทวนคำถามใหม่อีกหนึ่งครั้ง โดยที่ครั้งนี้ต้องตั้งใจฟังให้มากกว่าเดิมด้วยสติและพยายามจับใจความสำคัญหรือคีย์เวิร์ดบางตัวออกมาให้ได้ ถ้าสุดท้ายแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี อาจจะบอกไปตามตรงและขอให้เขาช่วยปรับรูปประโยคคำถามให้ง่ายขึ้นก็ได้ ทั้งหมดนี้แม้อาจจะดูไม่ค่อยดีนักในแง่ความสามารถทางภาษาอังกฤษ แต่อย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกว่าคุณยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้และยังพอมีทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่บ้าง จากวิธีข้างบนเชื่อว่าหลายคนคงเคยทำสัก 1 วิธีเป็นอย่างน้อยแล้ว แต่นั่นอาจยังไม่เพียงพอต่อการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ จำเป้นต้องรู้คำศัพท์มากขึ้นพยายามอ่านและฟังจากสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง (Movie), ฟังเพลง (Music), หนังสือพืมพ์ (Newspaper), การเล่นโทรศัพท์ (Smartphone), โฆษณา (Advertising) อิเล็กทรอนิกส์บุ๊ค (E-Book) หรือแม้แต่เกมส์ (Games) สามารถช่วยซึบซับภาษาอังกฤษได้ดีเช่นเดียวกับการทำงานเลยละ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนไทยมักจะสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยเป็นหลักอยู่แล้ว กับการเขียน Resume หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า…

DropBox สำรองข้อมูลไฟล์ได้ทุกชนิดที่คุณต้องการ

การเก็บข้อมูลต่างที่สำคัญในปัจจุบันถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่ใช้ในการประชุม พรีเซ็นท์งาน โค้ดการทำงานของโปรแกรม และอื่นๆ ที่หากเกิดความเสียหาย หรือ สูญหายไปแล้วละก็คงเสียงานกันไปหมดแน่ วิธีการแก้ไขง่ายๆ เพียงแค่คุณลองใช้ DropBox มันสามารถสำรองข้อมูลไฟล์ได้ทุกชนิดที่คุณต้องการ ตั้งแต่ไฟล์เอกสารไปจนถึงไฟล์ติดตั้งโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่เลย โดยคุณอัพโหลดข้อมูลได้ตามใจชอบแต่จะจำกัดความจุในการใช้งานด้วย หากต้องการพื้นที่เยอะต้องซื้อความจุเพิ่มในราคาต่างๆ แต่หากคุณไม่จำเป็นต้องใช้เยอะขนาดนั้น ก็เพียงพอต่อการสำรองข้อมูลประเภทเอกสารรวมถึงมีรูปภาพประกอบก็ได้ นอกจากไฟล์เอกสารและโปรแกรมมันยังรองรับการอัพโหลดไฟล์ประเภทมัลติมีเดียประเภทต่างๆ ทั้งเพลง ภาพยนตร์ ซีรี่ย์ รูปภาพและคลิปวีดีโอความประทับใจของคุณ เมื่อคุณอัพโหลดไฟล์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้วสามารถนำลิงค์ของไฟล์นั้นๆ ให้เพื่อนหรือแชร์ให้ผู้อื่นดาวน์โหลดได้ตามต้องการ โปรแกรมตัวนี้เป็นระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ขอเพียงอินเทอร์เน็ต (High Speed Internet) ในการเชื่อมต่อก็ใช้โปรแกรมนี้ได้ทันทีไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใดต่อเพิ่มเติม ใช้งานด้วยระบบล็อคอิน (Login) เพื่อแยกผู้ใช้งานเป็นพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละบุคคลไป โปรแกรม DropBox นี้ ยังทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้อีกด้วย ใช้งานได้ทั้งบน สมาร์ทโฟน พีซี แมคอินทอช แท็บเล็ต เพิ่มความคล่องตัวให้กับคุณแบบสุดๆ DropBox โปรแกรมสำรองข้อมูลออนไลน์ให้คุณเรียกใช้งานได้ 24 ชั่วโมง หนึ่งในระบบบริการคลาวด์ (Cloud Computing) จัดอยู่ในประเภทของ Cloud Storageให้คุณเก็บข้อมูลทั้งภาพ เอกสาร และอื่นๆ มากมาย ข้อมูลออนไลน์ให้คุณเรียกฝช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ใช้งานง่ายมาก แค่คุณสมัครชื่อผู้ใช้งานและทำการล็อคอิน (Login) เข้าระบบ ก็อัพโหลด/ดาวน์โหลดไฟล์ได้ทันที มีความสามารถในการลากแล้ววาง (Drag n’ Drop) เพิ่มความคล่องตัว สะดวก รวดเร็วในการใช้งาน ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน เหมือนโปรแกรมจากวินโดวส์เลย สามารถแชร์ไฟล์ไปยังเพื่อน หรือ บุคคลที่เรียกขอโดยไม่ต้องล็อคอินแต่อย่างใด ใช้งานได้ทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Computer, SmartPhone, Tablet, Macintosh ทั้ง iOS, Android และ…