การทำงานของ Gen Z ที่มากกว่าการรับเงินเดือนและโบนัสเท่านั้น

คนทำงานในแต่ละรุ่นมักจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดและขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี รวมไปถึง ฟรีแลนซ์ ที่ต้องเข้ามาเสริมศักยภาพให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนกันอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีกลุ่มคนหลากหลายแบบด้วยกัน โดยรุ่นต่อจากนี้จะเริ่มอยู่ในช่วงของ Gen Z แล้วที่มีจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายปลายทางในการทำงานจะแตกต่างออกไปจาก Gen ก่อนหน้าไปบ้าง จะมีอะไรไปดูกันเลย

เหตุผลของการที่คุณไม่ได้งาน อาจมาจากคุณก็เป็นได้

คุณเตรียมเรซูเม่สมัครงานมาเป็นอย่างดี กดสมัครงานแทบจะทันทีที่ตำแหน่งงานนั้นๆ เปิดรับ และได้รับการสัมภาษณ์งานแล้ว แต่สุดท้าย งานที่คุณหมายมั่นปั้นมืออยากจะได้นั้นกลับหลุดลอยไปอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุผลของการที่คุณไม่ได้งาน อาจมาจากคุณก็เป็นได้ ฟรีแลนซ์ เองก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสาเหตุุของความผิดพลาดนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคุณเอง มาดูกันว่าอะไรที่เป็นสาเหตุให้คุณผิดพลาดจนไม่ได้งาน เหตุผลของการที่คุณไม่ได้งาน อาจมาจากคุณก็เป็นได้ เรซูเม่สมัครงาน ยังไม่ดีพอ ทุกครั้งที่สมัครงาน การส่งเรซูเม่สมัครงานของคุณ ควรสั้น กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ เรซูเม่สมัครงานที่มีจำนวนหลายหน้าอาจทำให้ฝ่ายบุคคลตัดสินใจหยิบใบสมัครงานของผู้สมัครงานคนอื่นมาพิจารณาแทน มีหลายๆคนที่คิดว่า เรซูเม่สมัครงานนั้น ควรจะ “ยัด” ข้อมูลทุกๆสิ่งทุกอย่างสำหรับประสบการณ์ทำงานเอาไว้ ทำให้ยากเกินจะใส่ลงในหน้าเดียว แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรเกินสองหน้า เรื่องนี้มีเหตุผลง่ายๆ ในฐานะ HR จะมองว่ามดูเป็นความพยายามที่มากเกินไปแต่ยังรวมถึงเป็นการบ่งบอกว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนงานมาบ่อยมากแค่ไหนอีกด้วย และอีกเรื่องที่หลายๆคนมักจะพลาดกันง่ายๆก็คือการตรวจเช็คตัวอักษรให้ถูกต้องก่อนกดสมัครงาน เชื่อหรือไม่ว่าข้อผิดพลาดเพียงนิดเดียวทำให้นายจ้างเลิกพิจารณาเรซูเม่สมัครงานของคุณได้ ระบุถึงใครให้ชัดเจน ลองนึกดู ถ้ามีคนเขียนหน้าอีเมลล์สมัครงานถึงคุณ “เรียนท่านผู้เกี่ยวข้อง ผม/ดิฉันได้แนบเรซูเม่สำหรับสมัครงานมาด้วย ขอบคุณครับ/ค่ะ” แน่นอนว่าคุณคงกดข้ามอีเมลล์นี้ไปก่อนหรือไม่ก็กดลบทิ้งไปเลยก็มี การระบุหรือเจาะจงถึงผู้รับช่วยให้รู้สึกถึงความพิเศษและใสใจถึงการสมัครงานยิ่กว่าเดิม บ่งบอกว่าผู้สมัครงานมีความละเอียดในงานมากแค่ไหน นอกจากนี้ การแนะนำตัวเองพอประมาณและทำไมถึงเหมาะกับตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่ควรแนบไปกับเรซูเม่สมัครงานเป็นอย่างยิ่ง ศึกษามาเป็นอย่างดี ก่อนสมัครงานที่ใดก็ตาม อย่าลืมหาข้อมูลของบริษัทเหล่านั้นและความต้องการในสายงานที่กำลังเปิดรับอยู่ ช่วยให้คุณสามารถปรับเรซูเม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในตอนการแนะนำตัวเองตั้งแต่แรก ช่วยสร้างความประทับใจให้แก่นายจ้างผู้พิจารณาเรซูเม่ของคุณเป็นอย่างดี ตรงต่อเวลา เรื่องเล็กๆที่หลายคนพลาดเพียงเพราะคิดว่าไม่น่าจะสายหรือสายนิดๆหน่อยๆคงไม่เป็นไร แต่คุณรู้หรือไม่ว่าฝ่ายบุคคลหลายๆที่ต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังคำกลาวที่ว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง และบริษัทจะไม่พิจารณาคุณหากคุณมาสัมภาษณ์งานตามนัดไม่ตรงเวลา เพราะเป็นการบ่งบอกว่าคุณไม่เป็นมืออาชีพนั่นเอง เว้นเสียแต่คุณมีเหตุสุดวิสัยจริงๆที่ไม่สามารถไปสัมภาษณ์งานตามเวลาที่นัดกันไว้ได้ ให้รีบโทรศัพท์หาผู้เรียกสัมภาษณ์เพื่อบอกถึงสาเหตุที่คุณไปไม่ทัน อย่างน้อยคุณก็อาจจะยังมีโอกาสได้เลื่อนนัดสัมภาษณ์งานภายหลังได้ ห้ามโกหกโดยเด็ดขาด ข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่สุดในการสัมภาษณ์คือการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ หากคุณโกหกแล้ว การถูกจับได้นั้นมีโอกาสมากทีเดียว ดังนั้นเลือกบอกความจริงดีกว่า สิ่งไหนคุณทำได้และสิ่งไหนคุณทำไม่ได้ คอยติดตามผล สุดท้ายแล้ว หลายๆคนเกือบจะได้งาน เพราะสอบผ่านกระบวนการสรรหามามากมาย แต่กลับพลาดในสิ่งที่สำคัญในขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือ การติดตามผลการสัมภาษณ์งาน! หากคุณได้รับผลการสัมภาษณ์งานว่าผ่านแล้ว อย่าลืมถามติดตามผลต่อ ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการเซนต์สัญญาเริ่มงาน เอกสารที่ยังขาด ฯลฯ เพราะเป็นการบ่งบอกว่าคุณใส่ใจและอยากจะร่วมงานกับบริษัทอย่างแท้จริง ทิ้งท้ายเพิ่มเติมด้วย หากคุณยังหางานไม่ได้ เทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ช่วยให้คุณหางานได้ดียิ่งขึ้น หางานจากคนที่รู้จักกัน –…

Starter ของเด็กจบใหม่ ทำไมถึงเริ่มเงินเดือนไม่เท่ากันเลยละ

บางคนอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมเงินเดือนของแต่ละคนไม่เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่ทำงานเหมือนกัน เหตุผลส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้น ประสบการณ์ และความสามารถ ที่ทำให้คนทำงานแต่ละคน ได้เงินเดือนไม่เท่ากัน แล้วเด็กจบใหม่ล่ะ? ทำไมบางคนได้ Start เงินเดือนมากกว่า ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์ในการทำงานเป็น ศูนย์ เหมือนกัน แต่บางคนได้เงินเดือนมากกว่าจนน่าอิจฉา การที่นักศึกษาจบใหม่จะได้เงินเดือนเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน หากจะถามว่าทำไมเด็กจบใหม่ทุกคนจึงมีเงินเดือนไม่เท่ากันนั้น คงต้องถามต่อไปอีกว่า เรียนจบอะไรมา และกำลังสมัครงานอะไร เพราะความแตกต่างของงานที่ทำ ก็ทำให้ได้เงินเดือนที่แตกต่างได้เช่นกัน Starter ของเด็กจบใหม่ ทำไมถึงเริ่มเงินเดือนไม่เท่ากันเลยละ เรามาดูกันว่ามีปัจจัยไหนบ้างที่ทำให้เด็กจบใหม่ Start เงินเดือนไม่เท่ากัน จะได้ไขข้อข้องใจของเด็กจบใหม่หลาย ๆ คนที่กำลังเริ่มต้นหางาน และใช้เป็นแนวทางในการเรียกเงินเดือนในการสมัครงาน 1. ความรู้ความสามารถ โอกาสที่จะได้เงินเดือนมากหรือน้อยนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของผู้สมัครงานเอง นายจ้างจะพิจารณาเรซูเม่ประกอบกับความรู้ความสามารถของเรา หากเป็นที่น่าพึงพอใจ นายจ้างก็จะดูว่าเงินเดือนที่เราเรียกมานั้นเหมาะสมกับความสามารถหรือไม่ ยิ่งเรามีความสามารถมาก โอกาสที่จะได้ต่อรองเงินเดือนก็มีค่อนข้างสูง และได้เปรียบคนหางานคนอื่นที่สมัครงานในตำแหน่งเดียวกับเรา 2. สายงานต่าง เงินเดือนก็ต่าง บางคนหางานด้านการแพทย์ บางคนหางานการตลาด บางคนหางานกฎหมาย ข้อแตกต่างเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กจบใหม่แต่ละคนได้เงินเดือนไม่เท่ากัน แม้ว่าจะเรียนจบมาพร้อม ๆ กันก็ตาม สายงานที่แตกต่างกันทำให้ไม่สามารถเอามาวัดกันได้ เพราะลักษณะงานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชำนาญการเฉพาะด้านก็ทำให้เราได้เงินเดือนมากกว่า หรือน้อยกว่าเพื่อนได้ 3. ประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์ในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าความรู้ความสามารถที่เราได้ร่ำเรียนมา ยิ่งเรามีประสบการณ์ในการทำงานมาก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงาน หรือการทำงานตอนเรียน เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราได้รับการพิจารณาว่าควรจะได้เงินเดือนมากหรือน้อย แม้ว่านายจ้างจะตั้งเงินเดือนไว้ในใจแล้ว แต่ถ้าเรามีประสบการณ์ในการทำงานมาก การต่อรองเงินเดือนก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป 4. เงินเดือนตามโครงสร้างองค์กร แม้ว่าเรากับเพื่อนจะจบมาทางสายงานการตลาดเหมือนกัน แต่สมัครงานกันคนละบริษัท ทำไมเราจึงไม่ได้เงินเดือนเท่าเพื่อน? โครงสร้างองค์กรเองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราได้เงินเดือนเยอะ หรือเงินเดือนน้อย ความสามารถในการจ่ายเงินเดือนพนักงานย่อมแตกต่างกันไป แม้ว่าจะจ้างงานในตำแหน่งเดียวกัน แต่เราก็อาจจะไม่ได้เงินเดือนเท่ากับเพื่อน เพราะโครงสร้างองค์กรของบริษัทที่เราสมัครนั้นไม่ได้ใหญ่เท่ากับบริษัทที่เพื่อนสมัคร…

การให้คือสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งให้ยิ่งได้รับ จากการสร้างความสุข

ทุกวันนี้คำว่า “ความยั่งยืน” เป็นคำที่ทุก ๆ คนให้ความสนใจ แม้แต่องค์กรเองก็ต้องดำเนินงานอย่างยั่งยืน และหนึ่งในความยั่งยืนขององค์กรก็คือการให้ความสำคัญกับพนักงานอันเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งขององค์กร ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างมีความสุขของพนักงานและ ฟรีแลนซ์ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน การสร้างสุขให้พนักงานที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ นั้น แต่เรื่องเล็ก ๆ ที่ว่าก็ไม่อาจมองข้ามไปได้อย่างแน่นอน เพราะนำไปสู่เรื่องใหญ่ ๆ ได้อีกมากมาย หากพนักงานหนึ่งคนเชื่อว่าองค์กรให้ความสำคัญกับตัวเขาในฐานะทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่ลูกจ้าง ทำงานเพียงแค่แลกเงินเดือนไปวัน ๆ พนักงานย่อมเกิดความผูกพันกับองค์กร มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่งผลให้อยากสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้องค์กรอยู่เสมอ หลังจากนั้นก็คือผลลัพธ์ที่เป็นแรงสะท้อนกลับด้านบวกสู่องค์กรในลักษณะที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ” นั่นเอง การให้คือสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งให้ยิ่งได้รับ จากการสร้างความสุข มีตัวอย่างผลงานศึกษาของนักจิตวิทยาระดับโลก เช่น Sonja Lyubomirsky, Laura King และ Ed Diener ที่ได้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างมนุษย์เงินเดือนจำนวน 275,000 คนทั่วโลก พบว่าความสุขเป็นปัจจัยหลักที่นำให้พวกเขาได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีการสร้างผลงาน มีสุขภาพที่ดี มีอายุยืน มีสัมพันธภาพที่ดี มีสังคมที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์และพลังชีวิต เรียกได้ว่าเมื่อเกิดความสุขก็ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ของความสำเร็จ นอกจากนี้ บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังอย่าง Gallup ยังได้ทำการสำรวจเรื่องผลลัพธ์ของการที่พนักงานมีความผูกพันกับองค์กร และค้นพบว่าหน่วยงานธุรกิจที่มีพนักงานที่มีความผูกพันในระดับสูงสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่าหน่วยงานที่พนักงานมีความผูกพันในระดับต่ำกว่า สรุปก็คือถ้าองค์กรและพนักงานต้องการความสำเร็จ องค์กรก็ต้องมีพนักงานที่ทำงานได้อย่างมีความสุข jobsDB มีเคล็ดลับดี ๆ มาแบ่งปัน เกี่ยวกับการสร้างสุขให้พนักงาน ให้องค์กรต่าง ๆ ได้ลองนำไปปรับใช้ได้ในทุก ๆ วันของการทำงาน สร้างแบบอย่างของความสุข รอยยิ้มคือการเริ่มต้นที่ดีเสมอ เริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเราเอง ยิ้ม มองโลกแง่บวก และทำให้ตัวเองมีความสุข เพราะความเครียดและความวิตกกังวลเป็นพลังด้านลบที่ส่งผลให้บรรยากาศในที่ทำงานปราศจากความสุข ยิ่งทุกคนปล่อยพลังด้านลบนี้ใส่กันอยู่เสมอ ก็จะยิ่งส่งผลให้คนทำงานอ่อนล้าและไม่มีความสุขมากขึ้น หากต้องการให้ที่ทำงานมีบรรยากาศแห่งความสุขและงานเดินหน้าได้อย่างมีพลัง ก็ต้องสร้างแบบอย่างของคนทำงานอย่างมีความสุขให้เกิดขึ้นจริง…

พนักงานแบบไหนที่นายชอบ บอกได้เลยว่ากดไลค์กันรัวๆ

หลายคนคงเคยเจอกับลูกน้องที่อิดออด ทำนู่นนิดนี่หน่อยแล้วบ่น ทำไม่ได้ ไม่รู้จะแก้ไขปัญหายังไงดี และสุดท้ายงานเหลวไม่เป็นท่า บอกเลยว่าพนักงานหรือ ฟรีแลนซ์ แบบนี้หัวหน้าคุณไม่ชอบแน่นอน วันนี้เลยมีเทคนิคมาบอกให้คุณเป็น พนักงานแบบไหนที่นายชอบ บอกได้เลยว่ากดไลค์กันรัวๆ แน่นอน ซึ่งวิธีเหล่านี้แนะนำให้เอาไปดูและปรับปรุงตัวเองอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เป็นนิสัยที่ดีแก่ตนเองและเพื่อนร่วมงานด้วย ไม่ได้หวังแต่เพียงให้หัวหน้างานชอบเท่านั้น เอาละเกิ่นมาเยอะแล้วไปดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง พนักงานแบบไหนที่นายชอบ บอกได้เลยว่ากดไลค์กันรัวๆ 1. ลูกน้องที่ดีต้องคิดบวก – อย่ากลัวการถูกมองว่าเป็นคนโลกสวย เพราะการคิดบวกนั้นจะทำให้คุณสามารถเผชิญหน้ากับปัญหา สามารถรับมือกับงานยาก ๆ ได้อย่างสบาย เพราะคนคิดบวกจะเลือกมองด้านที่ดีและไม่นำเรื่องแย่ ๆ มาบั่นทอนทำให้ศักยภาพในการทำงานลดลง ดังนั้นคุณต้องหัดสร้างกำลังใจให้ตัวเอง หัดคิดบวกให้เป็นนิสัยซะตั้งแต่ตอนนี้เลย 2. มีความรับผิดชอบสูง – เรื่องความรับผิดชอบดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติต้น ๆ ของคนทำงาน ดังนั้นคุณคิดดูสิว่าถ้าลูกน้องคนไหนเปิดตัวด้วยการปล่อยปะละเลยงาน แล้วจะมีหัวหน้าคนไหนปลื้มลง ฉะนั้นหากได้รับมอบหมายงานอย่างใดอย่างหนึ่งคุณควรรับผิดชอบได้ด้วยตัวเอง ทำงานโดยไม่ต้องให้หัวหน้ามาคอยควบคุมหรือจ้ำจี้จ้ำไช แบบนี้ยังไงหัวหน้าก็กดไลค์แน่นอน 3. มีวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดี – พึงระลึกไว้เสมอว่าบริษัทจ้างเรามาเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่มาสร้างปัญหาเพิ่ม ดังนั้นประเภทที่ว่า เรื่องนี้ทำไม่ได้ อันนี้มันยากเกินไปใครจะไปคิดออก แบบนี้กองไว้ที่บ้านเลยค่ะ เพราะหากคุณก้าวเข้ามาในออฟฟิศแล้ว ไม่ว่างานจะยากและซับซ้อนขนาดไหน มันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องรับมือและแก้ไขให้มันเสร็จลุล่วงไปให้ได้ด้วยตัวของคุณเอง 4. ลูกน้องที่มีความสามารถหลากหลาย – ข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่เสมือนเป็นของแถมนะคะ จริงอยู่ว่าคนเราควรมีความถนัดเฉพาะด้าน บริษัทเลือกเราเข้ามาทำงานเพราะเรามีความสามารถในด้านที่เขาต้องการ แต่หากเรามีความรู้รอบตัวด้านอื่น ๆ ด้วยนั่นเสมือนเป็นของแถมให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของคุณคะมันเหมือนกับไปซื้อคอมพิวเตอร์แล้วแถมเครื่องปริ้นท์ยังไงละคะ 5. ทำงานเป็นทีมได้ดี – คนเก่งไม่ใช่คนที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนที่รู้วิธีทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย หัวหน้าคงไม่ปลื้มแน่ ๆ ถ้าลูกน้องของเขาไม่สามารถเข้ากับทีมงานคนอื่น ๆ ได้เลย เพราะมันหมายความว่านอกจากเขาจะต้องเครียดเรื่องงานแล้ว เขายังต้องมานั่งคิดว่าจะจัดการให้คุณทำงานร่วมกับทีมอย่างราบรื่นได้อย่างไรอีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่อยากให้หัวหน้าปวดหัว หัดปรับตัวให้เข้ากับทีมเวิร์คด้วยนะจ๊ะ 6. มีวินัย –  ถ้าระเบียบคือกฎของบริษัท ดังนั้นวินัยก็เหมือนกับกฎส่วนตัวที่เราตั้งให้กับตัวเอง เช่น เราควรสร้างวินัยในเรื่องการไปทำงานให้ตรงเวลา สร้างวินัยในการกำหนดการส่งงานหรือว่าเดทไลน์ของตัวเอง…

สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรไม่ให้แป๊ก

เชื่อเลยว่าหลายคนต้องเจอการสัมภาษณ์งานมามาก ถึงจะเจอมาเยอะเรื่องการสัมภาษณ์งานแต่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถึงจะเป็นภาษาไทย หากยังต้องมาถูก สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อีกคงยิ่งทำให้เกิดอาการทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่ากันเข้าไปใหญ่ ที่พูดถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่อาชีพทั่วไปอย่าง พนักงานออฟฟิส (Officer), ผู้จัดการแผนก (Manager) เท่านั้นยังรวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ (Freelance) ที่ต้องทดสอบตัวเองก่อนเข้ารับงานต่างๆ ด้วย คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากระหว่างที่นั่งในห้องสัมภาษณ์งานแล้วเกิดฟังคำถามไม่เข้าใจขึ้นมา จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันอย่างไรดีไม่ให้งานเข้า ไม่งั้นอาจชวดงานที่จะได้รับก็เป็นได้นะ ทีนี้มาลองดูกันว่าจะทำยังไงให้เราสามารถตอบคำถามได้ดีและมีโอกาสได้รับงานมากขึ้นกันนะ สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรไม่ให้แป๊ก ตั้งสติกลับมาให้ได้ – เมื่อฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะตอบว่าอะไร เป็นเรื่องธรรมดาที่ระดับความเครียดจะพุ่งสูงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว คุณจะเริ่มหายใจถี่ขึ้น หัวใจเต้นแรง รู้สึกเหมือนทำอะไรไม่ถูก อย่าปล่อยให้มันเข้าครอบงำคุณ ไม่เช่นนั้นการสัมภาษณ์งานที่เหลือย่อมไม่จบลงด้วยดีเป็นแน่ พยายามหายใจเข้าให้ลึก ให้กำลังใจตัวเอง คิดว่าเราต้องทำได้ และต้องทำให้เร็วด้วย อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานกับความเงียบงัน พยายามปะติดปะต่อ – ณ จุดนี้ การเตรียมตัวของคุณจะมีส่วนช่วยได้มาก หากคุณมีการซักซ้อมมาว่าประโยคที่น่าจะถูกตั้งคำถามในห้องสัมภาษณ์มีอะไรบ้าง แม้จะแปลไม่ออกทั้งหมด แต่คุณน่าจะฟังคำบางคำออกพอให้เดาความหมายได้บ้าง ลองคิดทบทวนอย่างรวดเร็วถึงคำถามที่คุณเคยอ่านผ่านมาตอนเตรียมตัวและคำถามอื่นที่เพิ่งถูกสัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้เพื่อดูบริบทและช่วยในการคาดเดาคำถามต่อไป จากนั้นลองเรียบเรียงประโยคใหม่ตามความเข้าใจของคุณเพื่อถามกลับไปว่านี่คือสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการถามหรือไม่ หากตอบว่าใช่ คุณก็สามารถตอบคำถามตามที่เตรียมตัวมาได้ทันที แต่หากไม่ใช่ เขาย่อมทวนคำถามให้คุณฟังอีกรอบ และนั่นจะเป็นโอกาสให้คุณได้พยายามทำความเข้าใจอีกครั้ง บอกไปตามตรง – เมื่อสุดท้ายแล้ว สมองยังว่างเปล่า ฝ่ายผู้สัมภาษณ์ก็มองด้วยสายตากดดันเหลือเกิน แทนที่จะปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องสัมภาษณ์ อาจเป็นการดีกว่าที่คุณจะบอกไปตามตรงว่าคุณไม่เข้าใจคำถาม และขอให้ผู้สัมภาษณ์ทวนคำถามใหม่อีกหนึ่งครั้ง โดยที่ครั้งนี้ต้องตั้งใจฟังให้มากกว่าเดิมด้วยสติและพยายามจับใจความสำคัญหรือคีย์เวิร์ดบางตัวออกมาให้ได้ ถ้าสุดท้ายแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี อาจจะบอกไปตามตรงและขอให้เขาช่วยปรับรูปประโยคคำถามให้ง่ายขึ้นก็ได้ ทั้งหมดนี้แม้อาจจะดูไม่ค่อยดีนักในแง่ความสามารถทางภาษาอังกฤษ แต่อย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกว่าคุณยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้และยังพอมีทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่บ้าง จากวิธีข้างบนเชื่อว่าหลายคนคงเคยทำสัก 1 วิธีเป็นอย่างน้อยแล้ว แต่นั่นอาจยังไม่เพียงพอต่อการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ จำเป้นต้องรู้คำศัพท์มากขึ้นพยายามอ่านและฟังจากสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง (Movie), ฟังเพลง (Music), หนังสือพืมพ์ (Newspaper), การเล่นโทรศัพท์ (Smartphone), โฆษณา (Advertising) อิเล็กทรอนิกส์บุ๊ค (E-Book) หรือแม้แต่เกมส์ (Games) สามารถช่วยซึบซับภาษาอังกฤษได้ดีเช่นเดียวกับการทำงานเลยละ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนไทยมักจะสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยเป็นหลักอยู่แล้ว กับการเขียน Resume หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า…