การให้คือสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งให้ยิ่งได้รับ จากการสร้างความสุข

ทุกวันนี้คำว่า “ความยั่งยืน” เป็นคำที่ทุก ๆ คนให้ความสนใจ แม้แต่องค์กรเองก็ต้องดำเนินงานอย่างยั่งยืน และหนึ่งในความยั่งยืนขององค์กรก็คือการให้ความสำคัญกับพนักงานอันเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งขององค์กร ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างมีความสุขของพนักงานและ ฟรีแลนซ์ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน การสร้างสุขให้พนักงานที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ นั้น แต่เรื่องเล็ก ๆ ที่ว่าก็ไม่อาจมองข้ามไปได้อย่างแน่นอน เพราะนำไปสู่เรื่องใหญ่ ๆ ได้อีกมากมาย หากพนักงานหนึ่งคนเชื่อว่าองค์กรให้ความสำคัญกับตัวเขาในฐานะทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่ลูกจ้าง ทำงานเพียงแค่แลกเงินเดือนไปวัน ๆ พนักงานย่อมเกิดความผูกพันกับองค์กร มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่งผลให้อยากสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้องค์กรอยู่เสมอ หลังจากนั้นก็คือผลลัพธ์ที่เป็นแรงสะท้อนกลับด้านบวกสู่องค์กรในลักษณะที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ” นั่นเอง การให้คือสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งให้ยิ่งได้รับ จากการสร้างความสุข มีตัวอย่างผลงานศึกษาของนักจิตวิทยาระดับโลก เช่น Sonja Lyubomirsky, Laura King และ Ed Diener ที่ได้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างมนุษย์เงินเดือนจำนวน 275,000 คนทั่วโลก พบว่าความสุขเป็นปัจจัยหลักที่นำให้พวกเขาได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีการสร้างผลงาน มีสุขภาพที่ดี มีอายุยืน มีสัมพันธภาพที่ดี มีสังคมที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์และพลังชีวิต เรียกได้ว่าเมื่อเกิดความสุขก็ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ของความสำเร็จ นอกจากนี้ บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังอย่าง Gallup ยังได้ทำการสำรวจเรื่องผลลัพธ์ของการที่พนักงานมีความผูกพันกับองค์กร และค้นพบว่าหน่วยงานธุรกิจที่มีพนักงานที่มีความผูกพันในระดับสูงสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่าหน่วยงานที่พนักงานมีความผูกพันในระดับต่ำกว่า สรุปก็คือถ้าองค์กรและพนักงานต้องการความสำเร็จ องค์กรก็ต้องมีพนักงานที่ทำงานได้อย่างมีความสุข jobsDB มีเคล็ดลับดี ๆ มาแบ่งปัน เกี่ยวกับการสร้างสุขให้พนักงาน ให้องค์กรต่าง ๆ ได้ลองนำไปปรับใช้ได้ในทุก ๆ วันของการทำงาน สร้างแบบอย่างของความสุข รอยยิ้มคือการเริ่มต้นที่ดีเสมอ เริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเราเอง ยิ้ม มองโลกแง่บวก และทำให้ตัวเองมีความสุข เพราะความเครียดและความวิตกกังวลเป็นพลังด้านลบที่ส่งผลให้บรรยากาศในที่ทำงานปราศจากความสุข ยิ่งทุกคนปล่อยพลังด้านลบนี้ใส่กันอยู่เสมอ ก็จะยิ่งส่งผลให้คนทำงานอ่อนล้าและไม่มีความสุขมากขึ้น หากต้องการให้ที่ทำงานมีบรรยากาศแห่งความสุขและงานเดินหน้าได้อย่างมีพลัง ก็ต้องสร้างแบบอย่างของคนทำงานอย่างมีความสุขให้เกิดขึ้นจริง…

พนักงานแบบไหนที่นายชอบ บอกได้เลยว่ากดไลค์กันรัวๆ

หลายคนคงเคยเจอกับลูกน้องที่อิดออด ทำนู่นนิดนี่หน่อยแล้วบ่น ทำไม่ได้ ไม่รู้จะแก้ไขปัญหายังไงดี และสุดท้ายงานเหลวไม่เป็นท่า บอกเลยว่าพนักงานหรือ ฟรีแลนซ์ แบบนี้หัวหน้าคุณไม่ชอบแน่นอน วันนี้เลยมีเทคนิคมาบอกให้คุณเป็น พนักงานแบบไหนที่นายชอบ บอกได้เลยว่ากดไลค์กันรัวๆ แน่นอน ซึ่งวิธีเหล่านี้แนะนำให้เอาไปดูและปรับปรุงตัวเองอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เป็นนิสัยที่ดีแก่ตนเองและเพื่อนร่วมงานด้วย ไม่ได้หวังแต่เพียงให้หัวหน้างานชอบเท่านั้น เอาละเกิ่นมาเยอะแล้วไปดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง พนักงานแบบไหนที่นายชอบ บอกได้เลยว่ากดไลค์กันรัวๆ 1. ลูกน้องที่ดีต้องคิดบวก – อย่ากลัวการถูกมองว่าเป็นคนโลกสวย เพราะการคิดบวกนั้นจะทำให้คุณสามารถเผชิญหน้ากับปัญหา สามารถรับมือกับงานยาก ๆ ได้อย่างสบาย เพราะคนคิดบวกจะเลือกมองด้านที่ดีและไม่นำเรื่องแย่ ๆ มาบั่นทอนทำให้ศักยภาพในการทำงานลดลง ดังนั้นคุณต้องหัดสร้างกำลังใจให้ตัวเอง หัดคิดบวกให้เป็นนิสัยซะตั้งแต่ตอนนี้เลย 2. มีความรับผิดชอบสูง – เรื่องความรับผิดชอบดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติต้น ๆ ของคนทำงาน ดังนั้นคุณคิดดูสิว่าถ้าลูกน้องคนไหนเปิดตัวด้วยการปล่อยปะละเลยงาน แล้วจะมีหัวหน้าคนไหนปลื้มลง ฉะนั้นหากได้รับมอบหมายงานอย่างใดอย่างหนึ่งคุณควรรับผิดชอบได้ด้วยตัวเอง ทำงานโดยไม่ต้องให้หัวหน้ามาคอยควบคุมหรือจ้ำจี้จ้ำไช แบบนี้ยังไงหัวหน้าก็กดไลค์แน่นอน 3. มีวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดี – พึงระลึกไว้เสมอว่าบริษัทจ้างเรามาเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่มาสร้างปัญหาเพิ่ม ดังนั้นประเภทที่ว่า เรื่องนี้ทำไม่ได้ อันนี้มันยากเกินไปใครจะไปคิดออก แบบนี้กองไว้ที่บ้านเลยค่ะ เพราะหากคุณก้าวเข้ามาในออฟฟิศแล้ว ไม่ว่างานจะยากและซับซ้อนขนาดไหน มันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องรับมือและแก้ไขให้มันเสร็จลุล่วงไปให้ได้ด้วยตัวของคุณเอง 4. ลูกน้องที่มีความสามารถหลากหลาย – ข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่เสมือนเป็นของแถมนะคะ จริงอยู่ว่าคนเราควรมีความถนัดเฉพาะด้าน บริษัทเลือกเราเข้ามาทำงานเพราะเรามีความสามารถในด้านที่เขาต้องการ แต่หากเรามีความรู้รอบตัวด้านอื่น ๆ ด้วยนั่นเสมือนเป็นของแถมให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของคุณคะมันเหมือนกับไปซื้อคอมพิวเตอร์แล้วแถมเครื่องปริ้นท์ยังไงละคะ 5. ทำงานเป็นทีมได้ดี – คนเก่งไม่ใช่คนที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนที่รู้วิธีทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย หัวหน้าคงไม่ปลื้มแน่ ๆ ถ้าลูกน้องของเขาไม่สามารถเข้ากับทีมงานคนอื่น ๆ ได้เลย เพราะมันหมายความว่านอกจากเขาจะต้องเครียดเรื่องงานแล้ว เขายังต้องมานั่งคิดว่าจะจัดการให้คุณทำงานร่วมกับทีมอย่างราบรื่นได้อย่างไรอีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่อยากให้หัวหน้าปวดหัว หัดปรับตัวให้เข้ากับทีมเวิร์คด้วยนะจ๊ะ 6. มีวินัย –  ถ้าระเบียบคือกฎของบริษัท ดังนั้นวินัยก็เหมือนกับกฎส่วนตัวที่เราตั้งให้กับตัวเอง เช่น เราควรสร้างวินัยในเรื่องการไปทำงานให้ตรงเวลา สร้างวินัยในการกำหนดการส่งงานหรือว่าเดทไลน์ของตัวเอง…

สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรไม่ให้แป๊ก

เชื่อเลยว่าหลายคนต้องเจอการสัมภาษณ์งานมามาก ถึงจะเจอมาเยอะเรื่องการสัมภาษณ์งานแต่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถึงจะเป็นภาษาไทย หากยังต้องมาถูก สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อีกคงยิ่งทำให้เกิดอาการทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่ากันเข้าไปใหญ่ ที่พูดถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่อาชีพทั่วไปอย่าง พนักงานออฟฟิส (Officer), ผู้จัดการแผนก (Manager) เท่านั้นยังรวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ (Freelance) ที่ต้องทดสอบตัวเองก่อนเข้ารับงานต่างๆ ด้วย คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากระหว่างที่นั่งในห้องสัมภาษณ์งานแล้วเกิดฟังคำถามไม่เข้าใจขึ้นมา จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันอย่างไรดีไม่ให้งานเข้า ไม่งั้นอาจชวดงานที่จะได้รับก็เป็นได้นะ ทีนี้มาลองดูกันว่าจะทำยังไงให้เราสามารถตอบคำถามได้ดีและมีโอกาสได้รับงานมากขึ้นกันนะ สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรไม่ให้แป๊ก ตั้งสติกลับมาให้ได้ – เมื่อฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะตอบว่าอะไร เป็นเรื่องธรรมดาที่ระดับความเครียดจะพุ่งสูงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว คุณจะเริ่มหายใจถี่ขึ้น หัวใจเต้นแรง รู้สึกเหมือนทำอะไรไม่ถูก อย่าปล่อยให้มันเข้าครอบงำคุณ ไม่เช่นนั้นการสัมภาษณ์งานที่เหลือย่อมไม่จบลงด้วยดีเป็นแน่ พยายามหายใจเข้าให้ลึก ให้กำลังใจตัวเอง คิดว่าเราต้องทำได้ และต้องทำให้เร็วด้วย อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานกับความเงียบงัน พยายามปะติดปะต่อ – ณ จุดนี้ การเตรียมตัวของคุณจะมีส่วนช่วยได้มาก หากคุณมีการซักซ้อมมาว่าประโยคที่น่าจะถูกตั้งคำถามในห้องสัมภาษณ์มีอะไรบ้าง แม้จะแปลไม่ออกทั้งหมด แต่คุณน่าจะฟังคำบางคำออกพอให้เดาความหมายได้บ้าง ลองคิดทบทวนอย่างรวดเร็วถึงคำถามที่คุณเคยอ่านผ่านมาตอนเตรียมตัวและคำถามอื่นที่เพิ่งถูกสัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้เพื่อดูบริบทและช่วยในการคาดเดาคำถามต่อไป จากนั้นลองเรียบเรียงประโยคใหม่ตามความเข้าใจของคุณเพื่อถามกลับไปว่านี่คือสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการถามหรือไม่ หากตอบว่าใช่ คุณก็สามารถตอบคำถามตามที่เตรียมตัวมาได้ทันที แต่หากไม่ใช่ เขาย่อมทวนคำถามให้คุณฟังอีกรอบ และนั่นจะเป็นโอกาสให้คุณได้พยายามทำความเข้าใจอีกครั้ง บอกไปตามตรง – เมื่อสุดท้ายแล้ว สมองยังว่างเปล่า ฝ่ายผู้สัมภาษณ์ก็มองด้วยสายตากดดันเหลือเกิน แทนที่จะปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องสัมภาษณ์ อาจเป็นการดีกว่าที่คุณจะบอกไปตามตรงว่าคุณไม่เข้าใจคำถาม และขอให้ผู้สัมภาษณ์ทวนคำถามใหม่อีกหนึ่งครั้ง โดยที่ครั้งนี้ต้องตั้งใจฟังให้มากกว่าเดิมด้วยสติและพยายามจับใจความสำคัญหรือคีย์เวิร์ดบางตัวออกมาให้ได้ ถ้าสุดท้ายแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี อาจจะบอกไปตามตรงและขอให้เขาช่วยปรับรูปประโยคคำถามให้ง่ายขึ้นก็ได้ ทั้งหมดนี้แม้อาจจะดูไม่ค่อยดีนักในแง่ความสามารถทางภาษาอังกฤษ แต่อย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกว่าคุณยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้และยังพอมีทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่บ้าง จากวิธีข้างบนเชื่อว่าหลายคนคงเคยทำสัก 1 วิธีเป็นอย่างน้อยแล้ว แต่นั่นอาจยังไม่เพียงพอต่อการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ จำเป้นต้องรู้คำศัพท์มากขึ้นพยายามอ่านและฟังจากสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง (Movie), ฟังเพลง (Music), หนังสือพืมพ์ (Newspaper), การเล่นโทรศัพท์ (Smartphone), โฆษณา (Advertising) อิเล็กทรอนิกส์บุ๊ค (E-Book) หรือแม้แต่เกมส์ (Games) สามารถช่วยซึบซับภาษาอังกฤษได้ดีเช่นเดียวกับการทำงานเลยละ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนไทยมักจะสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยเป็นหลักอยู่แล้ว กับการเขียน Resume หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า…