เหตุผลของการที่คุณไม่ได้งาน อาจมาจากคุณก็เป็นได้

คุณเตรียมเรซูเม่สมัครงานมาเป็นอย่างดี กดสมัครงานแทบจะทันทีที่ตำแหน่งงานนั้นๆ เปิดรับ และได้รับการสัมภาษณ์งานแล้ว แต่สุดท้าย งานที่คุณหมายมั่นปั้นมืออยากจะได้นั้นกลับหลุดลอยไปอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุผลของการที่คุณไม่ได้งาน อาจมาจากคุณก็เป็นได้ ฟรีแลนซ์ เองก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสาเหตุุของความผิดพลาดนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคุณเอง มาดูกันว่าอะไรที่เป็นสาเหตุให้คุณผิดพลาดจนไม่ได้งาน เหตุผลของการที่คุณไม่ได้งาน อาจมาจากคุณก็เป็นได้ เรซูเม่สมัครงาน ยังไม่ดีพอ ทุกครั้งที่สมัครงาน การส่งเรซูเม่สมัครงานของคุณ ควรสั้น กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ เรซูเม่สมัครงานที่มีจำนวนหลายหน้าอาจทำให้ฝ่ายบุคคลตัดสินใจหยิบใบสมัครงานของผู้สมัครงานคนอื่นมาพิจารณาแทน มีหลายๆคนที่คิดว่า เรซูเม่สมัครงานนั้น ควรจะ “ยัด” ข้อมูลทุกๆสิ่งทุกอย่างสำหรับประสบการณ์ทำงานเอาไว้ ทำให้ยากเกินจะใส่ลงในหน้าเดียว แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรเกินสองหน้า เรื่องนี้มีเหตุผลง่ายๆ ในฐานะ HR จะมองว่ามดูเป็นความพยายามที่มากเกินไปแต่ยังรวมถึงเป็นการบ่งบอกว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนงานมาบ่อยมากแค่ไหนอีกด้วย และอีกเรื่องที่หลายๆคนมักจะพลาดกันง่ายๆก็คือการตรวจเช็คตัวอักษรให้ถูกต้องก่อนกดสมัครงาน เชื่อหรือไม่ว่าข้อผิดพลาดเพียงนิดเดียวทำให้นายจ้างเลิกพิจารณาเรซูเม่สมัครงานของคุณได้ ระบุถึงใครให้ชัดเจน ลองนึกดู ถ้ามีคนเขียนหน้าอีเมลล์สมัครงานถึงคุณ “เรียนท่านผู้เกี่ยวข้อง ผม/ดิฉันได้แนบเรซูเม่สำหรับสมัครงานมาด้วย ขอบคุณครับ/ค่ะ” แน่นอนว่าคุณคงกดข้ามอีเมลล์นี้ไปก่อนหรือไม่ก็กดลบทิ้งไปเลยก็มี การระบุหรือเจาะจงถึงผู้รับช่วยให้รู้สึกถึงความพิเศษและใสใจถึงการสมัครงานยิ่กว่าเดิม บ่งบอกว่าผู้สมัครงานมีความละเอียดในงานมากแค่ไหน นอกจากนี้ การแนะนำตัวเองพอประมาณและทำไมถึงเหมาะกับตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่ควรแนบไปกับเรซูเม่สมัครงานเป็นอย่างยิ่ง ศึกษามาเป็นอย่างดี ก่อนสมัครงานที่ใดก็ตาม อย่าลืมหาข้อมูลของบริษัทเหล่านั้นและความต้องการในสายงานที่กำลังเปิดรับอยู่ ช่วยให้คุณสามารถปรับเรซูเม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในตอนการแนะนำตัวเองตั้งแต่แรก ช่วยสร้างความประทับใจให้แก่นายจ้างผู้พิจารณาเรซูเม่ของคุณเป็นอย่างดี ตรงต่อเวลา เรื่องเล็กๆที่หลายคนพลาดเพียงเพราะคิดว่าไม่น่าจะสายหรือสายนิดๆหน่อยๆคงไม่เป็นไร แต่คุณรู้หรือไม่ว่าฝ่ายบุคคลหลายๆที่ต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังคำกลาวที่ว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง และบริษัทจะไม่พิจารณาคุณหากคุณมาสัมภาษณ์งานตามนัดไม่ตรงเวลา เพราะเป็นการบ่งบอกว่าคุณไม่เป็นมืออาชีพนั่นเอง เว้นเสียแต่คุณมีเหตุสุดวิสัยจริงๆที่ไม่สามารถไปสัมภาษณ์งานตามเวลาที่นัดกันไว้ได้ ให้รีบโทรศัพท์หาผู้เรียกสัมภาษณ์เพื่อบอกถึงสาเหตุที่คุณไปไม่ทัน อย่างน้อยคุณก็อาจจะยังมีโอกาสได้เลื่อนนัดสัมภาษณ์งานภายหลังได้ ห้ามโกหกโดยเด็ดขาด ข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่สุดในการสัมภาษณ์คือการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ หากคุณโกหกแล้ว การถูกจับได้นั้นมีโอกาสมากทีเดียว ดังนั้นเลือกบอกความจริงดีกว่า สิ่งไหนคุณทำได้และสิ่งไหนคุณทำไม่ได้ คอยติดตามผล สุดท้ายแล้ว หลายๆคนเกือบจะได้งาน เพราะสอบผ่านกระบวนการสรรหามามากมาย แต่กลับพลาดในสิ่งที่สำคัญในขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือ การติดตามผลการสัมภาษณ์งาน! หากคุณได้รับผลการสัมภาษณ์งานว่าผ่านแล้ว อย่าลืมถามติดตามผลต่อ ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการเซนต์สัญญาเริ่มงาน เอกสารที่ยังขาด ฯลฯ เพราะเป็นการบ่งบอกว่าคุณใส่ใจและอยากจะร่วมงานกับบริษัทอย่างแท้จริง ทิ้งท้ายเพิ่มเติมด้วย หากคุณยังหางานไม่ได้ เทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ช่วยให้คุณหางานได้ดียิ่งขึ้น หางานจากคนที่รู้จักกัน –…

สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรไม่ให้แป๊ก

เชื่อเลยว่าหลายคนต้องเจอการสัมภาษณ์งานมามาก ถึงจะเจอมาเยอะเรื่องการสัมภาษณ์งานแต่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถึงจะเป็นภาษาไทย หากยังต้องมาถูก สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อีกคงยิ่งทำให้เกิดอาการทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่ากันเข้าไปใหญ่ ที่พูดถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่อาชีพทั่วไปอย่าง พนักงานออฟฟิส (Officer), ผู้จัดการแผนก (Manager) เท่านั้นยังรวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ (Freelance) ที่ต้องทดสอบตัวเองก่อนเข้ารับงานต่างๆ ด้วย คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากระหว่างที่นั่งในห้องสัมภาษณ์งานแล้วเกิดฟังคำถามไม่เข้าใจขึ้นมา จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันอย่างไรดีไม่ให้งานเข้า ไม่งั้นอาจชวดงานที่จะได้รับก็เป็นได้นะ ทีนี้มาลองดูกันว่าจะทำยังไงให้เราสามารถตอบคำถามได้ดีและมีโอกาสได้รับงานมากขึ้นกันนะ สัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ อย่างไรไม่ให้แป๊ก ตั้งสติกลับมาให้ได้ – เมื่อฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะตอบว่าอะไร เป็นเรื่องธรรมดาที่ระดับความเครียดจะพุ่งสูงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว คุณจะเริ่มหายใจถี่ขึ้น หัวใจเต้นแรง รู้สึกเหมือนทำอะไรไม่ถูก อย่าปล่อยให้มันเข้าครอบงำคุณ ไม่เช่นนั้นการสัมภาษณ์งานที่เหลือย่อมไม่จบลงด้วยดีเป็นแน่ พยายามหายใจเข้าให้ลึก ให้กำลังใจตัวเอง คิดว่าเราต้องทำได้ และต้องทำให้เร็วด้วย อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานกับความเงียบงัน พยายามปะติดปะต่อ – ณ จุดนี้ การเตรียมตัวของคุณจะมีส่วนช่วยได้มาก หากคุณมีการซักซ้อมมาว่าประโยคที่น่าจะถูกตั้งคำถามในห้องสัมภาษณ์มีอะไรบ้าง แม้จะแปลไม่ออกทั้งหมด แต่คุณน่าจะฟังคำบางคำออกพอให้เดาความหมายได้บ้าง ลองคิดทบทวนอย่างรวดเร็วถึงคำถามที่คุณเคยอ่านผ่านมาตอนเตรียมตัวและคำถามอื่นที่เพิ่งถูกสัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้เพื่อดูบริบทและช่วยในการคาดเดาคำถามต่อไป จากนั้นลองเรียบเรียงประโยคใหม่ตามความเข้าใจของคุณเพื่อถามกลับไปว่านี่คือสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการถามหรือไม่ หากตอบว่าใช่ คุณก็สามารถตอบคำถามตามที่เตรียมตัวมาได้ทันที แต่หากไม่ใช่ เขาย่อมทวนคำถามให้คุณฟังอีกรอบ และนั่นจะเป็นโอกาสให้คุณได้พยายามทำความเข้าใจอีกครั้ง บอกไปตามตรง – เมื่อสุดท้ายแล้ว สมองยังว่างเปล่า ฝ่ายผู้สัมภาษณ์ก็มองด้วยสายตากดดันเหลือเกิน แทนที่จะปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องสัมภาษณ์ อาจเป็นการดีกว่าที่คุณจะบอกไปตามตรงว่าคุณไม่เข้าใจคำถาม และขอให้ผู้สัมภาษณ์ทวนคำถามใหม่อีกหนึ่งครั้ง โดยที่ครั้งนี้ต้องตั้งใจฟังให้มากกว่าเดิมด้วยสติและพยายามจับใจความสำคัญหรือคีย์เวิร์ดบางตัวออกมาให้ได้ ถ้าสุดท้ายแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ดี อาจจะบอกไปตามตรงและขอให้เขาช่วยปรับรูปประโยคคำถามให้ง่ายขึ้นก็ได้ ทั้งหมดนี้แม้อาจจะดูไม่ค่อยดีนักในแง่ความสามารถทางภาษาอังกฤษ แต่อย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกว่าคุณยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้และยังพอมีทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่บ้าง จากวิธีข้างบนเชื่อว่าหลายคนคงเคยทำสัก 1 วิธีเป็นอย่างน้อยแล้ว แต่นั่นอาจยังไม่เพียงพอต่อการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ จำเป้นต้องรู้คำศัพท์มากขึ้นพยายามอ่านและฟังจากสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง (Movie), ฟังเพลง (Music), หนังสือพืมพ์ (Newspaper), การเล่นโทรศัพท์ (Smartphone), โฆษณา (Advertising) อิเล็กทรอนิกส์บุ๊ค (E-Book) หรือแม้แต่เกมส์ (Games) สามารถช่วยซึบซับภาษาอังกฤษได้ดีเช่นเดียวกับการทำงานเลยละ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนไทยมักจะสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยเป็นหลักอยู่แล้ว กับการเขียน Resume หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า…