เติมเต็มจุดดีจุดด้อย ให้เรซุเม่ของคุณด้วยวิธีง่ายๆ จนต้องร้องว้าว

ไม่ว่าคุณจะมีงานทำ ตกงาน หรือกำลังหางาน ฟรีแลนซ์ ทำก็ตาม เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเตรียมเรซูเม่ของคุณให้พร้อมอยู่เสมอ เพราะโอกาสดี ๆ อาจมาหาคุณโดยไม่รู้ตัว ตำแหน่งงานที่คุณใฝ่ฝันอาจรอคุณอยู่ตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้น คุณก็มีสิทธิ์ที่จะสูญเสียโอกาสนั้น ไปเพราะมัวแต่ใช้เวลาไปกับเรซูเม่ที่ไม่ได้อัปเดตมานานนม จนคนที่อัปเดตเรซูเม่เป็นประจำตัดหน้าไปซะก่อน การเขียนเรซูเม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งกับคนที่ตกงานมานานรวมถึงคนที่ถูกให้ออกจากงาน จะเขียนอย่างไรให้ดูดีไม่มีข้อบกพร่อง ของอย่างนี้ต้องมีเทคนิค ไปดูกันเลยค่ะ เติมเต็มจุดดีจุดด้อย ให้เรซุเม่ของคุณด้วยวิธีง่ายๆ จนต้องร้องว้าว 1. คุณว่างงานมาเป็นเวลานาน หากคุณว่างงานมานาน จะปล่อยให้เรซูเม่ของคุณมีช่องว่างระหว่างงานล่าสุดจนถึงปัจจุบันก็ดูจะไม่ดีนัก ระหว่างที่รองานประจำ คุณอาจจะทำงาน Part Time หรือมีส่วนร่วมในงานอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือรับ Job ช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อใส่ลงไปในเรซูเม่ของคุณ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่าคุณเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง รู้จักใช้ทักษะและเวลาให้เป็นประโยชน์ 2. คุณถูกให้ออกจากงาน การถูกให้ออกจากงานนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก อาจเป็นการให้ออกจากงานด้วยปัญหาของบริษัท นั่นย่อมไม่ใช่ความผิดของคุณ ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลใจที่จะบอกไปตรง ๆ ว่าคุณถูกให้ออกจากงาน ดีกว่าโกหกไปว่า คุณยังคงทำงานอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะถ้าหากผู้ประกอบการทราบความจริงขึ้นมา คุณจะถูกหมายหัวเอาได้ 3. คุณเพิ่งเข้าทำงาน และถูกให้ออกจากงานทันทีเพราะพิษเศรษฐกิจ บางคนคิดว่าการกรอกประวัติการทำงานที่ทำได้ไม่นานลงไป ไม่เป็นผลดีต่อการสมัครงาน แต่อันที่จริง ประสบการณ์ทำงานทุกอย่างมีความสำคัญ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า หากถูกให้ออกด้วยปัญหาของบริษัทเอง ใคร ๆ ก็เข้าใจว่านั่นไม่ใช่เพราะผลการทำงานของคุณ 4. คุณสมัครงานในตำแหน่งที่ต่ำกว่า เป็นเรื่องน่าแปลกที่คนเราจะลดตำแหน่งตัวเองลงมา ในเรื่องนี้คุณควรอธิบายกับผู้ประกอบการว่า จริง ๆ แล้วตำแหน่งก็เป็นเพียงแค่ชื่อเรียก สิ่งที่คุณโฟกัสคือความสำเร็จขององค์กรไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม 5. คุณเป็นนักศึกษาจบใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับนักศึกษาจบใหม่อย่างคุณ เพราะประสบการณ์นั้นสามารถสั่งสมได้จากกิจกรรมทุกอย่าง ที่คุณทำในขณะเรียน ไม่ว่าจะเป็นการทำรายงานเป็นกลุ่ม ประสบการณ์การเป็นอาสาสมัคร การออกค่าย การทำกิจกรรมภายในคณะ กิจกรรมในมหาวิทยาลัย กิจกรรมที่แสดงถึงความเป็นผู้นำ…

การให้คือสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งให้ยิ่งได้รับ จากการสร้างความสุข

ทุกวันนี้คำว่า “ความยั่งยืน” เป็นคำที่ทุก ๆ คนให้ความสนใจ แม้แต่องค์กรเองก็ต้องดำเนินงานอย่างยั่งยืน และหนึ่งในความยั่งยืนขององค์กรก็คือการให้ความสำคัญกับพนักงานอันเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งขององค์กร ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างมีความสุขของพนักงานและ ฟรีแลนซ์ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน การสร้างสุขให้พนักงานที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ นั้น แต่เรื่องเล็ก ๆ ที่ว่าก็ไม่อาจมองข้ามไปได้อย่างแน่นอน เพราะนำไปสู่เรื่องใหญ่ ๆ ได้อีกมากมาย หากพนักงานหนึ่งคนเชื่อว่าองค์กรให้ความสำคัญกับตัวเขาในฐานะทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่ลูกจ้าง ทำงานเพียงแค่แลกเงินเดือนไปวัน ๆ พนักงานย่อมเกิดความผูกพันกับองค์กร มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่งผลให้อยากสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้องค์กรอยู่เสมอ หลังจากนั้นก็คือผลลัพธ์ที่เป็นแรงสะท้อนกลับด้านบวกสู่องค์กรในลักษณะที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ” นั่นเอง การให้คือสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งให้ยิ่งได้รับ จากการสร้างความสุข มีตัวอย่างผลงานศึกษาของนักจิตวิทยาระดับโลก เช่น Sonja Lyubomirsky, Laura King และ Ed Diener ที่ได้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างมนุษย์เงินเดือนจำนวน 275,000 คนทั่วโลก พบว่าความสุขเป็นปัจจัยหลักที่นำให้พวกเขาได้รับความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีการสร้างผลงาน มีสุขภาพที่ดี มีอายุยืน มีสัมพันธภาพที่ดี มีสังคมที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์และพลังชีวิต เรียกได้ว่าเมื่อเกิดความสุขก็ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ของความสำเร็จ นอกจากนี้ บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังอย่าง Gallup ยังได้ทำการสำรวจเรื่องผลลัพธ์ของการที่พนักงานมีความผูกพันกับองค์กร และค้นพบว่าหน่วยงานธุรกิจที่มีพนักงานที่มีความผูกพันในระดับสูงสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่าหน่วยงานที่พนักงานมีความผูกพันในระดับต่ำกว่า สรุปก็คือถ้าองค์กรและพนักงานต้องการความสำเร็จ องค์กรก็ต้องมีพนักงานที่ทำงานได้อย่างมีความสุข jobsDB มีเคล็ดลับดี ๆ มาแบ่งปัน เกี่ยวกับการสร้างสุขให้พนักงาน ให้องค์กรต่าง ๆ ได้ลองนำไปปรับใช้ได้ในทุก ๆ วันของการทำงาน สร้างแบบอย่างของความสุข รอยยิ้มคือการเริ่มต้นที่ดีเสมอ เริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเราเอง ยิ้ม มองโลกแง่บวก และทำให้ตัวเองมีความสุข เพราะความเครียดและความวิตกกังวลเป็นพลังด้านลบที่ส่งผลให้บรรยากาศในที่ทำงานปราศจากความสุข ยิ่งทุกคนปล่อยพลังด้านลบนี้ใส่กันอยู่เสมอ ก็จะยิ่งส่งผลให้คนทำงานอ่อนล้าและไม่มีความสุขมากขึ้น หากต้องการให้ที่ทำงานมีบรรยากาศแห่งความสุขและงานเดินหน้าได้อย่างมีพลัง ก็ต้องสร้างแบบอย่างของคนทำงานอย่างมีความสุขให้เกิดขึ้นจริง…

วัยทำงานต่าง Gen ทำงานด้วยกันได้รึเปล่านะ?

ในองค์กรหนึ่งประกอบด้วยพนักงาน คนทำงานมากมายหลาย Gen ซึ่งแต่ละ Gen มีวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน บาง Gen ชอบพูดชอบฟังข้อมูลที่สั้น กระชับ และตรงไปตรงมา , บาง Gen ก็ชอบฟังรายละเอียดและการอธิบายขยายความ ,ส่วนบาง Gen ก็ชอบที่จะสนทนาภาษาดอกไม้ และพูดยาว ๆ หรือบางงานต้องติดต่อกับเหล่า ฟรีแลนซ์ และหากผู้ประกอบการต้องการที่จะทำให้คนทุก Gen ทำงานร่วมกันได้ดี ควรจะเริ่มจากอะไร วัยทำงานต่าง Gen ทำงานด้วยกันได้รึเปล่านะ? ให้นึกถึงภาพยนต์เรื่อง The Avenger ที่เหล่า Super Hero ที่มีความสามารถเฉพาะตัวมาก ๆ ทางองค์กรสามารถดึง จุดเด่นของแต่ละคนมาช่วยให้บรรลุภารกิจได้ในแบบฉบับของตัวเอง โดยทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากความเข้าใจทั้ง 2 ประเภทคือ เข้าใจในธรรมชาติของตัวเอง และตัวตน รู้ตัวว่าเราเป็นใคร เก่งอะไร ข้อดี หรือจุดแข็งของเราคืออะไร อะไรที่ต้องระวัง และปรับปรุง หรือซึ่งก็คือจุดด้อยในมุมมองของผู้อื่น หากเราสามารถค้นพบจุดเด่นของตนเองได้แล้ว เราก็จะสามารถสร้างสรรค์คุณค่าดี ๆ ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เข้าใจความเหมือนและความต่างของผู้อื่น เรามักจะเผลอยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลในบางครั้ง คิดเอาเองว่าคนทุกคนน่าจะเหมือนเรา ซึ่งหากเกิดในเวลาที่เราสื่อสาร หรือทำงานร่วมกับผู้อื่น เราก็มักจะประสบปัญหาในการทำงานร่วมกัน และเกิดคำถามในใจว่าทำไมคนนั้น คนนี้ เขาไม่คิดเหมือนกับเรา จนลืมคิดไปว่าแท้ที่จริงคนเรานั้นแตกต่างกัน การคิดต่างจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ และเข้าใจได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจในลักษณะของแต่ละคน อีกกรณีที่เกิดขึ้นมากในปัจจุบัน คือเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้วระหว่างกลุ่ม หรือ Gen อยู่จะทำอย่างไร ? เปิดใจ รับฟัง เป็นวิธีเบสิคที่สุด แต่ก็ยากที่สุดเช่นกัน ปรับความทัศนคติผ่านการสนทนาที่เปิดใจ เน้นการรับฟังอย่างเข้าใจ รับรู้ถึงความรู้สึกและฟังอย่างไม่ตัดสิน หลายองค์กร “มีคนพูดมากกว่าคนฟัง” และชอบตัดสินผู้อื่นอย่างรวดเร็ว…

VSERV MOBI เสริมทีมบริหารภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขับเคลื่อนไปท่ามกลางจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและการโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว วันนี้ Vserv mobi บริษัทผู้นำด้านเครือข่ายโฆษณาบนมือถือระดับโลกและผู้ชนะรางวัลสื่อแห่งปี ได้ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมทั้งในประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศฟิลิปปินส์, ประเทศมาเลเซีย และประเทศไทย ซึ่งจุดประสงค์ในการแต่งตั้งผู้บริหารนี้ก็เพื่อสร้างทีมที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค เพื่อให้สอดรับกับโอกาสใหม่ๆ พร้อมกับเร่งการขยายตัวของบริษัทในอนาคต มร. Vikas Gulati ผู้ช่วยประธาน ฝ่ายเอเชียแปซิฟิก Vserv mobi กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งและขอต้อนรับผู้บริหารที่มีความสามารถทั้ง 5 คน ที่จะมาร่วมงานกับเรา ผู้บริหารที่มีความสามารถและมาพร้อมกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญบนโลกของการโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือและดิจิตอล รวมทั้งความเข้าใจและความรู้ในตลาดอีกด้วย” มร. Vikas กล่าวเสริมว่า “ตลาดของการโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกนั้นถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากเนื่องจากสมาร์ทโฟนและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Internet Penetration) มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2014 พบว่ายอดขายของสมาร์ทโฟนเติบโตขึ้นสูงถึง 43% และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือกว่า 200 ล้านคนในภูมิภาคนี้ ด้วยความที่เราเป็นผู้นำและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เรามีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะสามารถดึงประโยชน์จากประสบการณ์ที่เรามี มาใช้เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มการโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งเป็นผู้พัฒนาและยกระดับการโฆษณาผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และ Telcos ” รายชื่อผู้บริหารที่ได้รับการแต่งตั้งมีดังนี้: คุณ Suwaree Yeesunyem ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ประจำประเทศไทย คุณ Suwaree เคยร่วมงานกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจให้บริการสื่อ ทั้งบริษัท BBTV New Media และผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ชั้นนำอย่าง Sanook.com จึงทำให้คุณ Suwaree เป็นความเชี่ยวชาญในด้าน Mobile Content และ Advertising Content ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่าสิบปีในวงการสื่อดิจิตอลและอุตสาหกรรมสื่อโฆษณา คุณ Suwaree จึงเป็นบุคคลที่เหมาะสมสำหรับ Vserv mobi ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ คุณ Suwaree จะมาเป็นผู้นำด้านการพัฒนาธุรกิจ…